วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

คำกริยา




😁คำกริยา
คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการของคำนาม และคำสรรพนาม หรือแสดงการกระทำของประธานในประโยค

ชนิดของคำกริยา
   ๑. สกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารับจึงจะให้ความสมบูรณ์ครบถ้วน ได้แก่ ถือ หุง ไถ ตัด ขาย กิน เห็น เป็นต้น 
    ตัวอย่างเช่น
- ฉันกินข้าว
- เขาเห็นนก

   ๒. อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่มีความหมายครบถ้วนในตัวเองโดยไม่ต้องมีกรรมมารับก็ได้ความสมบูรณ์ ได้แก่ เดิน บิน นั่ง ยืน เป็นต้น
    ตัวอย่างเช่น
- เขานั่ง
- ฉันยืน

   ๓. วิกตรรถกริยา คือ คำกริยาที่ไม่มีความหมายในตัวเอง และใช้เป็นกริยาของประธานตามลำพังตัวเองไม่ได้ จะต้องมีคำนาม คำสรรพนามหรือคำวิเศษณ์มาขยายจึงจะได้ใจความ ได้แก่ เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ ดุจ ประดุจ ประหนึ่ง ราวกับ เปรียบเสมือน อุปมาเหมือน เป็นต้น
    ตัวอย่างเช่น
- ผมเป็นนักเรียน                          
- รองเท้า ๒ คู่นี้เหมือนกัน

   ๔. กริยาอนุเคราะห์ คือ คำกริยาที่ไม่มีความหมายในตัวเอง ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาให้มีความหมายชัดเจนขึ้น ได้แก่ จง กำลัง จะ ย่อม คง ยัง ถูก นะ เถอะ เทอญ ได้ ให้ อยู่ เคย แล้ว ต้อง เกิด เป็นต้น
    ตัวอย่างเช่น
- นายแดงจะไปโรงเรียน
- เขาถูกแม่ตี



หน้าที่ของคำกริยา
   ๑. คำกริยาทำหน้าที่เป็นตัวแสดงในภาคแสดงของประโยค ตัวอย่างเช่น
   - ทหารปฏิญาณตนต่อหน้าธงไชยเฉลิมพล
   - ประชาชนทุกคนควรอนุรักษ์ธรรมชาติ

   ๒. คำกริยาทำหน้าที่ขยายนาม ตัวอย่างเช่น
   - วันนี้ไม่ใช่วันเดินทาง
   - เขาเปลี่ยนรายการอาหารเลี้ยงแขก

   ๓. คำกริยาทำหน้าที่ขยายกริยา ตัวอย่างเช่น
   - เขาเดินเล่นตอนเช้า
   - เขานั่งดูเมฆอยู่คนเดียว

   ๔. คำกริยาทำหน้าที่เหมือนคำนาม ตัวอย่างเช่น
   - ฉันชอบเดินเร็วๆ
   - พูดอย่างนี้ไม่ถูกแน่ๆ


บรรณานุกรม
          กำชัย  ทองหล่อ. (๒๕๓๗). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ์.

          วิเชียร  เกษประทุม. (๒๕๕๗). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : พ.ศ. พัฒนา.

คำสรรพนาม


😆คำสรรพนาม
คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนามหรือข้อความที่กล่าวมาแล้ว เพื่อจะไม่ต้องกล่าวคำนามนั้นซ้ำอีก

ชนิดของคำสรรพนาม
   คำสรรพนามมี ๖ ชนิด คือ
   ๑. บุรุษสรรพนาม คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนผู้พูด ผู้ที่พูดด้วย และผู้ที่พูดถึง แบ่งออกเป็น  ๓ ชนิด คือ
   บุรุษที่ ๑ ใช้แทนผู้พูด เช่น ผม ฉัน ข้าพเจ้า ดิฉัน อาตมาภาพ
   บุรุษที่ ๒ ใช้แทนผู้ฟัง เช่น คุณ เธอ ท่าน ใต้เท้า ฝ่าบาท
   บุรุษที่ ๓ ใช้แทนผู้ที่กล่าวถึง เช่น เขา  มัน ผู้ใด ใคร

   ๒. ประพันธสรรพนาม คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามหรือคำสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า ได้แก่ ผู้ ที่ ซึ่ง อัน ดัง ผู้ที่ ผู้ซึ่ง เป็นต้น
      ตัวอย่างเช่น
- คนที่ออกกำลังกายอยู่เสมอร่างกายมักแข็งแรง
- เกาหลีใต้ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกำลังมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

   ๓. วิภาคสรรพนาม คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามหรือคำสรรพนามที่แยกออกเป็นแต่ละคน แต่ละสิ่ง หรือแต่ละพวก ได้แก่ ต่าง บ้าง กัน เป็นต้น
      ตัวอย่างเช่น
- ความคิดต่างกันต่างก็ทะเลาะกัน
- นักเรียนบ้างก็เรียนบ้างก็เล่น

   ๔. นิยมสรรพนาม คือ คำสรรพนามชี้เฉพาะเพื่อบ่งบอกความให้ชัดเจน ได้แก่ นี่ นั่น โน่น นี้ นั้น โน้น ทั้งนี้ ทั้งนั้น เช่นนี้ เช่นนั้น อย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น เป็นต้น
     ตัวอย่างเช่น
- นั่นอะไรนะ
- โน่นของเธอไงล่ะ

    ๕. อนิยมสรรพนาม คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามทั่วไป ไม่ชี้เฉพาะเจาะจงเหมือนนิยมสรรพนาม ได้แก่ ใคร อะไร ไหน ใด เป็นต้น
    ตัวอย่างเช่น
- ใครขยันก็สอบไล่ได้
- เขาเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรเลย

   ๕. ปฤจฉาสรรพนาม คือ คำสรรพนามที่ใช้แทนคำนามแต่มีเนื้อความเป็นคำถาม ได้แก่ อะไร ใคร ไหน ผู้ใด เป็นต้น
    ตัวอย่างเช่น
- อะไรเสียหายบ้าง
- ไหนล่ะโรงเรียนของเธอ

ข้อสังเกต คำอนิยมสรรพนามกับปฤจฉาสรรพนามต่างกันที่ความในประโยค ถ้าเป็นคำถามก็เป็นปฤจฉาสรรพนาม เช่น
 ปฤจฉาสรรพนาม                               อนิยมสรรพนาม
  ใครทำเเก้วเเตก                              ใครไม่ดูหนังสือก็สอบตก
    เขาดูอะไร                                อะไรก็สู้ออกกำลังกายไม่ได้                    
  เขาไปที่ไหน                                     ที่ไหนฉันก็อยู่ได้

หน้าที่ของคำสรรพนาม
   ๑. เป็นประธานของประโยค  เช่น       
   - เขาไปโรงเรียน                        
   - ใครทำดินสอตกอยู่บนพื้น

   ๒. ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค (ผู้ถูกกระทำ)  เช่น
             - ครูจะตีเธอถ้าเธอไม่ทำการบ้าน      
   - คุณช่วยเอานี่ไปเก็บได้ไหม

   ๓. ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มหรือส่วนสมบูรณ์  เช่น
   - กำนันคนใหม่ของตำบลนี้คือเขานั่นเอง    
   - เขาเป็นใคร

   ๔. ใช้เชื่อมประโยคในประโยคความซ้อน  เช่น
   - ครูชมเชยนักเรียนที่ขยัน

   ๕. ทำหน้าที่ขยายนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมของประโยค เพื่อเน้นการแสดงความรู้สึกของผู้พูด จะวางหลังคำนาม  เช่น
   - คุณครูท่านไม่พอใจที่เราไม่ตั้งใจเรียน        
   - ฉันแวะไปเยี่ยมคุณปู่ท่านมา


บรรณานุกรม
          กำชัย  ทองหล่อ. (๒๕๓๗). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ์.
          วิเชียร  เกษประทุม. (๒๕๕๗). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : พ.ศ. พัฒนา.

คำนาม



😍คำนาม
          คำนาม คือ คำที่เป็นชื่อของคน สัตว์ สถานที่ สิ่งของ และกริยาอาการ

ชนิดของคำนาม
   ๑. สามานยนาม คือ คำนามที่เป็นชื่อของคน สัตว์ สถานที่ และสิ่งของ เช่น
   พ่อ       แม่       น้า       อา        ย่า        ตา
                     แมว      สุนัข      สุกร       วัว        หนู       นก
 ทะเล     ตลาด   สวนสัตว์   บ้าน  โรงเรียน    วัด
ปากกา    เสื้อผ้า    เก้าอี้     พัดลม  กำไล      โต๊ะ

   ๒. สมุหนาม คือ คำนามที่บอกหมวดหมู่ เช่น
    ฝูง          โขลง        คณะ     พวก       กอง     เหล่า
กระทรวง     รัฐบาล      องค์กร   บริษัท    ชมรม    กรม

   ๓. วิสามานยนาม คือ คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะของคน สัตว์ สถานที่ และสิ่งของ เช่น
                    แม่น้ำตาปี    เขื่อนรัชชประภา   สุราษฎร์ธานี     เทือกเขาหิมาลัย
                     ป้าเขียว          พี่ธาม               ลุงตู่             น้องมายด์
                    วันอาทิตย์     เดือนมีนาคม       ประเทศไทย         สุนทรภู่
                   วัดธรรมกาย    ช้างก้านกล้วย      หลินปิง              สุขุมวิท

   ๔. ลักษณนาม คือ คำนามที่ทำหน้าที่ประกอบคำนามอื่น เพื่อแสดงรูปลักษณะ ขนาด ของนามนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
  ช้าง ๑ เชือก      นาฬิกา ๕ เรือน       ที่ดิน ๓ แปลง     รถ ๖ คัน
   เรือ ๒ ลำ           ไม้ไผ่ ๖ ลำ           แห ๒ ปาก       นก ๖ ตัว
กระดาษ ๕ แผ่น      ใบไม้ ๒ ใบ         ดินสอ ๔ แท่ง       ปี่ ๑ เลา
  แหวน ๑ วง       หนังสือ ๒ เล่ม        เชือก ๓ เส้น      อิฐ ๒ ก้อน
พระภิกษุ ๕ รูป  พระพุทธรูป ๑ องค์     เก้าอี้ ๒ ตัว       ไข่ ๑ ฟอง
    วัด ๑ วัด       จังหวัด ๑ จังหวัด     ต้นไม้ ๑ ต้น        คน ๒ คน

 ๕. อาการนาม คือ คำนามที่เกิดจากคำกริยาหรือคำวิเศษณ์ที่มีคำว่า “การ” หรือ “ความ” นำหน้า เช่น
   ความเร็ว      ความชั่ว          ความดี          ความรัก
   ความคิด      ความร้อน        ความรู้         ความเจริญ
  ความตาย      ความฝัน      ความเมตตา     ความสะอาด
   การเดิน        การพูด           การวิ่ง         การนอน
การออกเสียง   การปราศรัย      การยืน          การไหว้


หน้าที่ของคำนาม
   ๑. คำนามทำหน้าที่เป็นผู้กระทำหรือทำหน้าที่ประธาน ตัวอย่างเช่น
       - ภารโรงเก็บขยะ
       - นักเรียนเล่นฟุตบอล

   ๒. คำนามทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำหรือทำหน้าที่กรรม ซึ่งมี ๒ ประเภท คือ
      ๒.๑ คำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมตรง ตัวอย่างเช่น
      - ครูอ่านหนังสือ
      - เด็กถูกสุนัขกัด

      ๒.๒ คำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมรอง ตัวอย่างเช่น
      - แม่ป้อนข้าวลูก
      - ฉันให้เงินน้อง

   ๓. คำนามที่ขยายคำนามอื่นที่มาข้างหลัง ตัวอย่างเช่น
      - ผลไม้ฤดูร้อนมีหลายชนิด
      - นกกลางคืนบินขวักไขว่

   ๔. คำนามทำหน้าที่ขยายคำกริยาเพื่อบอกสถานที่ ทิศทาง เวลา เครื่องมือ จุดหมาย แหล่งเดิม ผู้มีส่วนร่วม สาเหตุ ลักษณะ ตัวอย่างเช่น
      - ฉันจะไปนครสวรรค์ (บอกสถานที่)
      - เรื่อเล่นไปทิศเหนือ (บอกทิศทาง)
      - พ่อเดินทางมาถึงตอนกลางคืน (บอกเวลา)
      - คนร้ายตีเจ้าทรัพย์ด้วยท่อนไม้ (บอกเครื่องมือ)
      - ฉันวิ่งไปหาเพื่อน (บอกจุดหมาย)
      - เขาซื้อผลไม้จากสวนทิพย์ (บอกแหล่งเดิม)
      - วิชาทะเลาะกับวิชาญ(บอกผู้มีส่วนร่วม)
      - ชูชาติเรียนแพทย์เพราะพ่อ (บอกสาเหตุ)
      - ธนาขับรถด้วยความตั้งใจ (บอกลักษณะ)

   ๕. คำนามทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มให้แก่กริยา ส่วนเติมเต็มคือ ส่วนที่ขยายกริยาให้มีความชัดเจนว่าเป็น เหมือน คือ คล้าย เท่า ตัวอย่างเช่น
      - เขาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด
      - เธอเหมือนดารา
      - สัตว์คือสิ่งมีชีวิต
      - แมวคล้ายเสือ
      - น้องสูงเท่าพี่

   ๖. คำนามทำหน้าที่บอกลักษณะ ตัวอย่างเช่น
      - เรือหลายลำจอดเรียงรายอยู่ริมฝั่ง
     - พจนานุกรมเล่มนี้หนามาก


บรรณานุกรม
          กำชัย  ทองหล่อ. (๒๕๓๗). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ์.
วิเชียร  เกษประทุม. (๒๕๕๗). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : พ.ศ. พัฒนา.

ชนิดของคำในภาษาไทย



ชนิดของคำในภาษาไทย

ในการถ่ายทอดความคิดผ่านทางคำพูดหรือการเขียน ย่อมจำเป็นที่จะต้องนำคำชนิดต่างๆมาเรียบเรียงให้เป็นประโยค เพื่อถ่ายทอดความคิดให้ผู้อื่นได้ทราบ ซึ่งคำเเต่ละชนิดจะมีลักษณะการใช้ และหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเราใช้คำเเต่ละชนิดไม่ถูกต้องเเละเหมาะสม อาจจะทำให้ผู้รับสารไม่เข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร เเละอาจเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย ซึ่งเราทุกคนจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ชนิดของคำในภาษาไทยให้เข้าใจ เพื่อจะสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจกัน

กำชัย ทองหล่อ (๒๕๓๗ : ๑๙๖-๑๙๗) ได้จำแนกคำในภาษาไทยได้ ๗ ชนิด คือ
๑. คำนาม คือ คำที่เป็นชื่อของคน สัตว์ สถานที่ สิ่งของ และกริยาอาการ เช่น พ่อ วัว บ้าน หมอน เรือน ความดี การวิ่ง เป็นต้น
๒. คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนชื่อคน สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ เพื่อจะได้ไม่ต้องกล่าวคำนามนั้นซ้ำอีก เช่น ฉัน ท่าน เธอ แก มัน ข้าพเจ้า เป็นต้น
๓. คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการของคำนาม และคำสรรพนาม หรือแสดงการกระทำของประธานในประโยค เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน คิด เป็นต้น
๔. คำวิเศษณ์ คือ คำที่ทำหน้าที่ประกอบคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา และคำวิเศษณ์เพื่อให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ดี ชั่ว สูง ต่ำ ยาว อ้วน มาก หวาน เป็นต้น
๕. คำบุพบท คือ คำที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำหรือประโยค เพื่อให้รู้ว่าคำหรือประโยคที่อยู่หลังบุพบทนั้นมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคำหรือประโยคที่อยู่ข้างหน้าอย่างไร เช่น ของ ใน สู่ ด้วย กับ โดย เป็นต้น
๖. คำสันธาน คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมคำกับคำ ประโยคกับประโยค ข้อความกับข้อความ หรือเชื่อมความให้สละสลวย เช่น แต่ หรือ และ เพราะ หรือ เป็นต้น
๗. คำอุทาน คือ คำที่แสดงถึงเสียงที่เปล่งออกมาในเวลาดีใจ เสียใจ ตกใจ ประหลาดใจ หรือกริ่งใจ เป็นต้น หรือเป็นคำที่ใช้ต่อถ้อยเสริมบทให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น อุ้ย!  อนิจจัง!  เย้!  อาบน้ำอาบท่า หนังสือหนังหา เป็นต้น



บรรณานุกรม
       กำชัย  ทองหล่อ. (๒๕๓๗). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ์.
       วิเชียร  เกษประทุม. (๒๕๕๗). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : พ.ศ. พัฒนา.
       นภดล  จันทร์เพ็ญ. (๒๕๕๗). หลักการใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : เจเนซิส มิเดียคอม.
       เปรมจิต  ชนะวงศ์. (๒๕๔๓). หลักภาษาไทย. นครศรีธรรมราช : สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช.

       อุปกิตศิลปะสาร,พระยา. (มปป.). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.